โรคที่มักถูกปฏิเสธทำประกันสุขภาพ มีอะไรบ้าง เตรียมตัวยังไง

เคยไหม... อยากทำประกันสุขภาพไว้อุ่นใจ แต่พอกรอกประวัติสุขภาพไปแล้วกลับถูกปฏิเสธ หรือต้องจ่ายเบี้ยแพงกว่าที่คิดไว้เยอะ หลายคนงงว่าทำไมโรคที่ดูไม่หนักอย่างภูมิแพ้หรือไขมันในเลือดสูง ถึงกลายเป็นปัญหาตอนสมัครประกัน
ความจริงคือ บริษัทประกันไม่ได้ปฏิเสธทุกคนที่มีโรคประจำตัว แต่จะพิจารณาจากความเสี่ยงที่โรคนั้นอาจทำให้เคลมสูงในอนาคต ยิ่งรู้ล่วงหน้าว่าโรคไหนมักมีปัญหา ยิ่งเตรียมตัวได้ถูกทาง และเพิ่มโอกาสผ่านการพิจารณาได้มากขึ้น
TIPINSURE จะพาไปดูว่าโรคกลุ่มไหนที่บริษัทประกันมักปฏิเสธหรือไม่คุ้มครอง พร้อมวิธีเตรียมตัวก่อนสมัครที่ทำได้จริง
ทำไมบริษัทประกันถึงปฏิเสธบางโรค
หลักการง่ายๆ ของธุรกิจประกันคือการรับความเสี่ยงร่วมกัน บริษัทจะประเมินว่าคนที่สมัครมีโอกาสเจ็บป่วยรุนแรงหรือเคลมบ่อยแค่ไหน ถ้าโรคที่เป็นอยู่มีแนวโน้มเรื้อรัง ต้องรักษาต่อเนื่อง หรือเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน บริษัทก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพิ่มเบี้ย หรือยกเว้นความคุ้มครองเฉพาะโรคนั้นได้ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์แต่ละฉบับ
กลุ่มโรคที่มักถูกปฏิเสธหรือไม่คุ้มครอง
1. โรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน (Pre-existing Conditions)
นี่คือกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด หากแพทย์วินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคนี้มาก่อนวันที่กรมธรรม์เริ่มคุ้มครองบริษัทประกันจะไม่จ่ายเคลมสำหรับโรคนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เป็นมาแต่กำเนิด ก้อนเนื้อหรือมะเร็งที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงโรคข้อกระดูกต่างๆ แม้บางโรคจะรักษาหายแล้ว แต่ถ้ากลับมากำเริบใหม่ ก็ยังถือว่าเกี่ยวข้องกับโรคเดิม
- ตัวอย่างที่พบบ่อย : ริดสีดวง กระเพาะอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ปอดอักเสบ นิ่ว ก้อนเนื้อ หรือความดันโลหิตสูง
- แม้อาการเบาลงหรือหายแล้ว บริษัทก็ยังนับเป็นความเสี่ยงเดิมอยู่ดี
2. โรคเรื้อรังที่ต้องรักษาต่อเนื่อง
โรคเรื้อรังคือโรคที่เมื่อเป็นแล้วผู้ป่วยมักมีอาการหรือต้องรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เช่น
- เบาหวาน
- หอบหืด
- โรคหัวใจ
- ความดันโลหิตสูง
โรคกลุ่มนี้ไม่ได้แปลว่าทำประกันไม่ได้เลย แต่มักถูกยกเว้นความคุ้มครองเฉพาะโรคหรือเพิ่มเบี้ยประกันสูงขึ้นตามความรุนแรง
3. โรคทางพันธุกรรมและความบกพร่องแต่กำเนิด
โรคที่มีความบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิดหรือเป็นโรคทางพันธุกรรม มักอยู่ในรายการที่ประกันสุขภาพปฏิเสธความคุ้มครอง เพราะถือเป็นความเสี่ยงที่มีมาก่อนทำสัญญาแล้ว
4. โรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยง
กลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมากกว่าตัวโรคโดยตรง เช่น โรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือใช้สารเสพติด รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในบางกรณี บริษัทประกันมักมองว่าเป็นความเสี่ยงที่ผู้เอาประกันเลือกเองได้ จึงมีเงื่อนไขยกเว้นชัดเจน
5. กรณีอื่นๆ ที่มักไม่ได้รับความคุ้มครอง
นอกจากตัวโรคแล้ว ยังมีสถานการณ์อื่นที่ประกันสุขภาพมักไม่จ่ายเคลม ได้แก่
- การตรวจสุขภาพทั่วไปเพื่อค้นหาโรค โดยไม่มีอาการชัดเจน
- การตรวจรักษาหรือผ่าตัดเพื่อความสวยงาม
- การรักษาเพื่อชะลอความเสื่อมตามวัย
- การพยายามฆ่าตัวตายหรือทำร้ายร่างกายตัวเอง
- อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลารอคอย (Waiting Period)
ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) คืออะไร
หลายคนไม่รู้ว่าแม้จะทำประกันผ่านแล้ว ก็ยังมีช่วง รอคอย ก่อนที่ความคุ้มครองจะเริ่มทำงานเต็มรูปแบบ ระยะเวลารอคอยคือช่วงที่ประกันสุขภาพยังไม่คุ้มครองหลังจากวันแรกที่กรมธรรม์มีผลบังคับ ซึ่งมีไว้เพื่อป้องกันกรณีคนสมัครประกันตอนรู้ตัวว่าป่วยอยู่แล้ว
โดยทั่วไประยะรอคอยจะอยู่ที่ประมาณ 30 วันสำหรับการเจ็บป่วยทั่วไป และยาวขึ้นถึง 120 วันสำหรับโรคเฉพาะกลุ่ม เช่น เนื้องอก มะเร็ง นิ่ว หรือไส้เลื่อน แต่ระยะเวลาจริงอาจแตกต่างกันตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัทและแต่ละแผน ควรตรวจสอบรายละเอียดกับบริษัทประกันที่สนใจโดยตรงก่อนตัดสินใจ
มีโรคประจำตัว ยังทำประกันสุขภาพได้ไหม
คำตอบคือ ได้ แต่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โรคประจำตัวที่ไม่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต เช่น ภูมิแพ้เล็กน้อยหรือกรดไหลย้อน มักไม่มีผลต่อการพิจารณามากนัก ส่วนโรคอย่างความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไทรอยด์ จะมีผลต่อการพิจารณารับประกันด้านสุขภาพมากกว่า
บริษัทประกันมักจัดการโรคประจำตัวด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
- รับประกันตามปกติ หากโรคควบคุมได้ดีและความเสี่ยงต่ำ
- เพิ่มเบี้ยประกัน ตามระดับความเสี่ยงที่ประเมินได้
- ยกเว้นความคุ้มครองเฉพาะโรค คุ้มครองโรคอื่นตามปกติ แต่ไม่จ่ายเคลมสำหรับโรคที่แถลงไว้
- ปฏิเสธการรับประกัน ในกรณีที่ความเสี่ยงสูงเกินเกณฑ์ที่บริษัทรับได้
เตรียมตัวยังไงให้มีโอกาสผ่านมากขึ้น
การเตรียมตัวที่ดีไม่ได้แปลว่าต้องปิดบังข้อมูล แต่คือการรู้ทันระบบและทำให้ตัวเองอยู่ในสถานะที่ดีที่สุดก่อนสมัคร
- แถลงประวัติสุขภาพตามจริงทุกข้อ การปิดบังอาจทำให้ถูกบอกล้างสัญญาทีหลัง แม้จ่ายเบี้ยมาหลายปีแล้วก็ตาม
- ทำประกันตั้งแต่ยังไม่มีโรคประจำตัว ยิ่งสมัครเร็ว โอกาสได้ความคุ้มครองเต็มรูปแบบยิ่งสูง เพราะยังไม่มี pre-existing condition ให้ยกเว้น
- ควบคุมโรคที่มีอยู่ให้อยู่ในเกณฑ์ดี เช่น คุมน้ำตาลหรือความดันให้อยู่ในระดับที่แพทย์แนะนำ อาจช่วยลดความเสี่ยงในสายตาบริษัทประกัน
- เตรียมผลตรวจสุขภาพล่าสุด ไว้ให้พร้อม เผื่อบริษัทขอเอกสารประกอบการพิจารณา
- เปรียบเทียบหลายแผนก่อนตัดสินใจ เพราะเงื่อนไขการรับประกันโรคประจำตัวของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน บางแห่งอาจยืดหยุ่นกว่าที่คิด
- ปรึกษาตัวแทนหรือนายหน้าประกันโดยตรง เพื่อให้ช่วยประเมินก่อนว่ามีโอกาสผ่านมากน้อยแค่ไหน ก่อนยื่นสมัครจริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ถ้าเคยเป็นโรค แต่หายขาดแล้ว ต้องแจ้งบริษัทประกันไหม
A: ต้องแจ้งเสมอ เพราะการแถลงประวัติสุขภาพครอบคลุมทั้งโรคที่กำลังเป็นและที่เคยเป็นมาก่อน แม้จะรักษาหายแล้วก็ตาม การไม่แจ้งอาจถือเป็นการปกปิดข้อมูล ซึ่งส่งผลต่อความคุ้มครองในอนาคตได้
Q: เป็นภูมิแพ้หรือไขมันในเลือดสูง ทำประกันสุขภาพยากไหม
A: ส่วนใหญ่ไม่ยาก เพราะเป็นโรคความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและดุลยพินิจของแต่ละบริษัท
Q: ถ้าถูกปฏิเสธจากบริษัทหนึ่ง สมัครที่อื่นได้ไหม
A: ได้ แต่ละบริษัทมีเกณฑ์พิจารณาความเสี่ยงต่างกัน ถูกปฏิเสธที่หนึ่งไม่ได้แปลว่าจะถูกปฏิเสธทุกที่ ควรเปรียบเทียบหลายเจ้าก่อนตัดสินใจ
Q: ทำไมบางโรคยังต้องรอ 120 วันถึงเคลมได้
A: เป็นระยะเวลารอคอยที่กำหนดไว้เฉพาะกลุ่มโรคที่มีความเสี่ยงสูงหรือวินิจฉัยยาก เพื่อป้องกันการสมัครประกันหลังรู้ตัวว่าป่วยแล้ว ระยะเวลาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์
ถ้ากำลังมองหาแผนประกันสุขภาพที่เหมาะกับตัวเอง ลองเข้าไปดูรายละเอียดแผนต่างๆ จาก ทิพยประกันภัย ได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทรสอบถามเจ้าหน้าที่โดยตรงได้ที่ 1736 เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินและแนะนำแผนที่เหมาะกับสุขภาพและงบประมาณของคุณ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
*ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไขและความคุ้มครองก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง