รถจมน้ำ เสียหายยาว! ประกันรถยนต์แบบไหนคุ้มครองบ้าง?
22 ธันวาคม 2025
ผู้ชม: 219 คน

รถจมน้ำ เสียหายยาว! ประกันรถยนต์แบบไหนคุ้มครองบ้าง?

รถจมน้ำ เสียหายยาว! ประกันรถยนต์แบบไหนคุ้มครองบ้าง?

น้ำมาปุ๊บ รถพังปั๊บ คำนี้คงเป็นความจริงที่เจ้าของรถหลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกหนัก หรือเจอกับสถานการณ์น้ำท่วมกะทันหัน และความเสียหายไม่ใช่แค่เรื่องเบาะเปียก หรือมีกลิ่นอับ แต่มันคือหายนะที่อาจลามไปถึงระบบไฟฟ้า, เครื่องยนต์, เกียร์, และชิ้นส่วนอื่นๆ อีกเพียบ! ค่าซ่อมเสียแบบไม่รู้จบ จนบางทีก็คิดว่าซื้อรถใหม่เลยง่ายกว่าไหมเนี่ย

แล้วถ้าโชคร้ายเจอเข้ากับตัวเองจริงๆ ประกันรถยนต์ที่จ่ายเบี้ยไปทุกปี มันจะช่วยเราได้แค่ไหนกันนะ? ประกันชั้น 1 ที่ว่าแน่ คุ้มครองจริงไหม? หรือแค่ประกันชั้น 2+ ก็พอจะเอาอยู่?

 

รถจมน้ำเสียหายตรงไหนบ้าง? ทำไมซ่อมแพงกว่าที่คิด

หลายคนเข้าใจว่าการจมน้ำก็แค่ทำความสะอาดและทำให้แห้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำคือศัตรูของรถยนต์ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยกลไกและระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน ความเสียหายมักซ่อนอยู่ภายใน ทำให้ค่าซ่อมพุ่งสูงกว่าที่คาดคิดไว้มาก มาดูกันว่าความเสียหายหลักๆ เกิดขึ้นที่ส่วนไหนบ้าง

1. ความเสียหายต่อเครื่องยนต์และระบบเกียร์ (ค่าซ่อมหลักแสน)

ความเสียหายร้ายแรงที่สุดมักเกิดขึ้นเมื่อรถถูกขับฝ่าน้ำท่วมสูง หรือถูกน้ำท่วมจนมิด โดยเฉพาะเมื่อน้ำเข้าเครื่องยนต์

  • Hydro Lock (น้ำขังในห้องเผาไหม้) : เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของเครื่องยนต์พัง เมื่อน้ำถูกดูดเข้าไปในกระบอกสูบแทนอากาศ น้ำจะไม่สามารถถูกอัดได้เหมือนเชื้อเพลิงและอากาศ (เพราะน้ำเป็นของเหลวที่ไม่ยืดหยุ่น) ทำให้ลูกสูบเคลื่อนที่ต่อไม่ได้ ส่งผลให้ก้านสูบโค้งงอหรือหัก, วาล์วเสียหาย หรือถึงขั้นเสื้อสูบแตก ซึ่งหมายถึงการต้องยกเครื่องยนต์หรือเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งมีราคาสูงมาก
  • น้ำปนน้ำมันหล่อลื่น : น้ำที่เข้าไปผสมกับน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันเกียร์จะทำให้คุณสมบัติการหล่อลื่นเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชิ้นส่วนโลหะภายในเกิดการเสียดสีและสึกหรออย่างรุนแรง

2. ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ปัญหาซับซ้อนตามมาไม่จบ)

รถยนต์ในปัจจุบันเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ซึ่งส่วนนี้ไวต่อความชื้นมากที่สุด และมักเป็นปัญหาที่ตามมาไม่จบหลังซ่อมเสร็จ

  • กล่องควบคุมหลัก (ECU/TCU) : หากกล่องควบคุมรถยนต์ (Engine Control Unit) หรือกล่องควบคุมเกียร์ (Transmission Control Unit) จมน้ำ จะเกิดการลัดวงจร หรือการกัดกร่อนจากความชื้นเมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนกล่องควบคุมเหล่านี้มีราคาสูงมาก และต้องมีการเขียนโปรแกรมใหม่ ซึ่งซับซ้อนและต้องใช้ศูนย์บริการเฉพาะทาง
  • เซ็นเซอร์และสายไฟ : เซ็นเซอร์จำนวนมาก เช่น เซ็นเซอร์ ABS, เซ็นเซอร์ถุงลมนิรภัย, เซ็นเซอร์ออกซิเจน ที่อยู่ใต้ท้องรถหรือในห้องเครื่อง จะถูกน้ำท่วมจนเกิดความชื้น ทำให้เกิด การผุกร่อนของทองแดง (ขี้เกลือ) ส่งผลให้การทำงานผิดปกติ ระบบไฟเตือนขึ้นโชว์ หรือระบบสำคัญหยุดทำงาน

3. ความเสียหายภายในและโครงสร้าง

เป็นความเสียหายที่แม้ไม่เกี่ยวกับกลไก แต่ก็มีผลต่อสุขภาพ มูลค่ารถ และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสูง

  • ภายในเน่าเปื่อย : พรม, เบาะ, แผงประตู, ฉนวนกันเสียง ถูกน้ำท่วมจนอุ้มน้ำ หากทำความสะอาดไม่ทัน จะเกิดเชื้อรา, แบคทีเรีย, และกลิ่นอับชื้นถาวร การซ่อมต้องรื้อภายในออกทั้งหมดเพื่อทำความสะอาดและอบแห้ง ซึ่งมีค่าแรงที่สูงมาก
  • สนิมและการกัดกร่อน : น้ำที่ขังอยู่ตามซอกมุมของโครงสร้างรถ (ตัวถัง) และช่วงล่าง (เพลา, เบรก) จะเร่งให้เกิดสนิม โดยเฉพาะน้ำสกปรกหรือน้ำเค็มจากทะเล ความเสียหายนี้จะส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้างรถในระยะยาว

 

ประกันแบบไหนคุ้มครองน้ำท่วม/รถจมน้ำ

เมื่อเผชิญหน้ากับความเสียหายจากน้ำท่วม ประกันรถยนต์คือสิ่งเดียวที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้ แต่ไม่ใช่ประกันทุกประเภทที่จะคุ้มครองภัยน้ำท่วมเสมอไป

ประกันภัยชั้น 1 : ที่ครอบคลุมภัยน้ำท่วมเต็มรูปแบบ

  • คุ้มครองชัวร์ : ประกันภัยชั้น 1 ครอบคลุมความเสียหายจากภัยธรรมชาติรวมถึงน้ำท่วมแทบจะ 100% ตามทุนประกันที่ระบุไว้ ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดจากน้ำเข้าเครื่องยนต์, ระบบไฟฟ้า, หรือความเสียหายภายใน ก็สามารถแจ้งเคลมได้ทั้งหมด
  • สำคัญ : แม้จะคุ้มครอง แต่บริษัทประกันอาจมีเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) หากระบุว่ามีค่าเสียหายส่วนแรกสำหรับภัยธรรมชาติ เช่น 1,000 บาท ผู้เอาประกันอาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก่อน แต่เมื่อเทียบกับค่าซ่อมหลักแสน ถือว่าคุ้มค่ามาก

ประกันชั้น 2+ และ 3+ : ต้องเช็กเงื่อนไขภัยธรรมชาติให้ดี

  • ชั้น 2+ และ 3+ : โดยทั่วไปประกันประเภทนี้จะเน้นคุ้มครองความเสียหายต่อคู่กรณี และคุ้มครองรถเฉพาะกรณี รถชนรถ หรือ รถหาย/ไฟไหม้ เท่านั้น จะไม่คุ้มครองความเสียหายจากภัยน้ำท่วมโดยอัตโนมัติ
  • ข้อยกเว้น : บริษัทประกันบางแห่งอาจมีการซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่ม เป็นส่วนเสริม (Add-on) เข้าไปในกรมธรรม์ 2+ หรือ 3+ ให้ผู้เอาประกันต้องตรวจสอบในเอกสารแนบท้ายของกรมธรรม์อย่างละเอียด ว่ามีการระบุคำว่าความเสียหายจากน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติหรือไม่ หากไม่ได้ซื้อเพิ่มไว้ ก็จะไม่สามารถเคลมความเสียหายจากน้ำท่วมได้

ประกันชั้น 2 และ 3 : ไม่คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมโดยสิ้นเชิง

  • ประกันชั้น 2 และ ชั้น 3 ไม่ให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย จากเหตุการณ์น้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติอื่นๆ ดังนั้น ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบค่าซ่อมเองทั้งหมด

 

ขั้นตอนที่ต้องทำทันทีเมื่อรถจมน้ำ ไม่ให้เคลมถูกปฏิเสธ

เมื่อรถคุณจมน้ำ การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องทันทีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะการทำผิดขั้นตอนเล็กน้อยอาจทำให้บริษัทประกันปฏิเสธการเคลมความเสียหายร้ายแรงได้

1. สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (การกระทำที่นำไปสู่การปฏิเสธเคลม)

  • ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์ : นี่คือข้อห้ามที่สำคัญที่สุด! การพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ทั้งที่น้ำยังท่วมอยู่จะทำให้เกิด Hydro Lock (น้ำเข้าเครื่อง) ทันที ซึ่งบริษัทประกันอาจตีความว่า ความเสียหายเกิดจากความประมาทหรือเจตนาขับฝ่า ไม่ใช่เกิดจากภัยน้ำท่วม และอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในส่วนของเครื่องยนต์ได้
  • ห้ามเปิด/ปิด ระบบไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น : ไม่ควรเปิดวิทยุ, เปิด-ปิดไฟหน้า, หรือใช้งานกระจกไฟฟ้า หากน้ำยังท่วมอยู่ เพราะอาจทำให้ระบบไฟฟ้าลัดวงจรและเสียหายหนักกว่าเดิม

2. ขั้นตอนที่ต้องทำทันทีเมื่อน้ำลด (เพื่อรักษาสิทธิ์การเคลม)

  1. ถ่ายภาพและวิดีโอทันที : ถ่ายรูปความสูงของน้ำที่ท่วมรถ โดยให้เห็นป้ายทะเบียนและสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อเป็นหลักฐานว่าความเสียหายเกิดขึ้นจริงจากเหตุการณ์น้ำท่วม
  2. ปลดขั้วแบตเตอรี่ออก : ให้รีบถอดขั้วแบตเตอรี่ออกทันทีที่ปลอดภัย เพื่อตัดระบบไฟฟ้าทั้งหมด เป็นการป้องกันการลัดวงจร
  3. ติดต่อบริษัทประกัน : โทรแจ้งเหตุการณ์ที่รถจมน้ำกับบริษัทประกันหรือตัวแทนของคุณทันที เพื่อแจ้งความจำนงในการเคลม
  4. ห้ามเคลื่อนย้ายรถด้วยการขับ : หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ให้ใช้บริการรถยก หรือรถสไลด์และแจ้งให้บริษัทประกันทราบว่ารถจะถูกนำไปที่อู่ซ่อมในเครือ
  5. รอผู้สำรวจภัย : อย่าเพิ่งให้ช่างในอู่ถอดรื้อชิ้นส่วนสำคัญออกเอง ต้องรอให้บริษัทประกันส่งเจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) เข้ามาตรวจสอบสภาพความเสียหายและประเมินราคาก่อนทุกครั้ง

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์รถจมน้ำ ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรงและอาจทำให้คุณต้องแบกรับค่าซ่อมหลักแสน ซึ่งเราได้เห็นแล้วว่าความเสียหายที่แท้จริงคือการพังของ เครื่องยนต์จาก Hydro Lock และระบบไฟฟ้าซับซ้อน ที่พร้อมจะล่มได้ทุกเมื่อ

ข้อสรุปสำหรับเจ้าของรถ

  1. ประเมินความคุ้มครอง : อย่าปล่อยให้รถจมน้ำเป็นเพียงบทเรียนราคาแพง ประกันภัยชั้น 1 คือคำตอบเดียวที่ให้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ (รวมถึงน้ำท่วม) แบบเต็มวงเงินทุนประกัน
  2. ห้ามสตาร์ทเครื่องเด็ดขาด : สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ เพราะการกระทำนั้นอาจทำให้บริษัทประกันปฏิเสธการเคลมความเสียหายหลักได้
  3. แจ้งเคลมทันที : เมื่อปลอดภัยแล้ว ให้รีบถ่ายรูปหลักฐาน และติดต่อบริษัทประกันของคุณ ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายหรือซ่อมแซมใดๆ

อยากอุ่นใจเรื่องน้ำท่วม เลือกประกันรถยนต์จากทิพยประกันภัยเป็นตัวช่วยที่คุ้มค่าจริง การมีประกันที่เข้าใจและพร้อมดูแลคุณอย่างจริงใจในยามวิกฤต เป็นสิ่งสำคัญกว่าการเลือกแค่ราคาถูก หากคุณกำลังมองหาความอุ่นใจและบริการที่รวดเร็ว เพื่อไม่ให้ปัญหารถจมน้ำกลายเป็นความเสียหายที่ยาวนาน

ลองเลือกประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 จากทิพยประกันภัย หนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับการยอมรับว่าคุ้มครองครบ เงื่อนไขชัดเจน และมีบริการเคลมที่รวดเร็วมาก โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์ฉุกเฉิน สอบถามรายละเอียดได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทร. 1736  

#Tag: