น้ำท่วมครั้งใหญ่ คนที่มีประกัน vs ไม่มีประกัน ความเสียหายต่างกันแค่ไหน

รอดมั้ย? ซ่อมไหวมั้ย? เงินเก็บจะหมดรึเปล่า? คำถามเหล่านี้จะผุดขึ้นมาทันทีที่มวลน้ำมหาศาลบุกเข้าถึงบ้านของคุณ น้ำท่วมใหญ่ไม่ได้เป็นแค่ภัยธรรมชาติ แต่คือหายนะทางการเงินครั้งสำคัญ ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาให้กลายเป็นหนี้สินก้อนโต
ความเสียหายจากน้ำท่วมที่กินเวลายาวนาน ทั้งบ้านที่จมมิด รถยนต์ที่กลายเป็นซาก หรือธุรกิจที่ต้องปิดตัวลง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แบ่งแยกผู้ประสบภัยออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คือ กลุ่มที่มีเกราะป้องกัน (มีประกัน) และกลุ่มที่รับมือเองทั้งหมด (ไม่มีประกัน)
และความเสียหายที่ทั้งสองกลุ่มต้องเจอนั้น มันต่างกันแค่ไหน?
น้ำท่วมครั้งใหญ่ ภัยธรรมชาติที่สร้างผลกระทบมากกว่าที่คิด
น้ำท่วมเครื่องมือทำลายล้างทางการเงินที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่แค่ความเสียหายต่อทรัพย์สินภายนอก ไม่ว่าจะเป็นบ้าน, รถยนต์, สุขภาพจิต, ไปจนถึงอนาคตการเงินที่วางแผนไว้
ผลกระทบนอกเหนือจากทรัพย์สินยังรวมถึงการดำเนินชีวิตที่สะดุดอย่างหนัก ต้องย้ายออกจากบ้าน เดินทางไม่ได้ ทำงานไม่ได้ ขาดรายได้ หรือธุรกิจต้องหยุดกิจการเพราะลูกค้าเข้าไม่ถึง ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่รายรับลดลง หลายครอบครัวจึงได้รับผลกระทบทางการเงินมากกว่าที่คิด
น้ำท่วมครั้งใหญ่จึงไม่ใช่แค่การรับมือช่วงน้ำมาแต่คือบททดสอบความพร้อมทั้งด้านทรัพย์สิน การเงิน และความมั่นคงของชีวิต หากไม่มีการวางแผนรองรับไว้ล่วงหน้า ความเสียหายอาจหนักกว่าที่คิดหลายเท่า และกลายเป็นภาระที่ยากจะฟื้นตัวในระยะยาว
ความแตกต่างแบบชัดเจน เมื่อมีประกัน กับไม่มีประกัน ต่างกันอย่างไร
การเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนที่สุดว่าการมีหรือไม่มีกรมธรรม์ที่ครอบคลุมภัยธรรมชาตินั้น สร้างความแตกต่างในชีวิตหลังน้ำลดได้อย่างไรบ้าง
สำหรับส่วนผู้ไม่มีประกัน
การไม่มีประกันหมายถึงการที่คุณต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดด้วยตัวเอง 100%
1. บ้านค่าซ่อมแซม ความเสียหายที่ต้องจ่ายเอง 100%
น้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงแค่ทรัพย์สินภายนอกหรือเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น แต่ยังทำลายหัวใจสำคัญของโครงสร้างและระบบต่างๆ ภายในบ้านด้วย ซึ่งถ้าคุณไม่มีประกันจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยความเสียหายหลักที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการซ่อมแซมและฟื้นฟู เช่น ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่ง พื้นไม้ลามิเนตที่บวมเสียหาย ตู้บิลต์อินที่พัง หรือชุดโซฟาที่ต้องทิ้ง และท้ายที่สุดคือความเสียหายต่อโครงสร้างบ้าน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนจำนวนมาก
2. รถจมน้ำกลายเป็นซาก และหนี้ก้อนใหม่
สำหรับหลายคน รถยนต์คือทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงรองจากบ้าน เมื่อน้ำท่วม รถของคุณอาจกลายเป็นซากที่ไร้ค่า ยิ่งถ้าไม่มีประกันรถยนต์ คุณต้องรับภาระค่าซ่อมเองทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่คุ้ม เพราะเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์เสียหายหนักมาก สุดท้ายอาจต้องยอมขายเป็นซากรถในราคาที่ต่ำมาก
3. หยุดงานยาว เงินเก็บหมด และโอกาสในการฟื้นตัวที่ช้ากว่า
ความเสียหายที่หนักที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่คือการสูญเสียโอกาสในชีวิต เงินเก็บหมด เงินสำรองฉุกเฉินที่สะสมไว้ต้องถูกนำมาใช้จ่ายค่าซ่อมแซมทั้งหมด ทำให้ไม่มีเงินเหลือสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่น หรือการลงทุน
ต้องหยุดงานนาน การซ่อมแซมบ้านและทำความสะอาดหลังน้ำลดใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงเป็นเดือน ทำให้เกิดการหยุดงาน ขาดรายได้ หรือเสียโอกาสทางธุรกิจ
สำหรับส่วนผู้มีประกัน
สำหรับคนที่มีความคุ้มครองที่ถูกต้อง การเดินออกจากวิกฤตนี้จะเต็มไปด้วยการสนับสนุนทางการเงิน ทำให้พวกเขาโฟกัสไปที่การฟื้นฟูชีวิต แทนที่จะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
1. ค่าสินไหมทดแทนที่มาช่วยเยียวยา
สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือเมื่อมีการยื่นเอกสารเรียกร้องค่าสินไหม
- ความรวดเร็วในการเยียวยา : บริษัทประกันจะส่งผู้สำรวจภัยเข้ามาประเมินความเสียหาย และดำเนินการจ่ายเงินชดเชยตามวงเงินความคุ้มครองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ (ส่วนใหญ่คือประกันอัคคีภัยที่ซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่ม)
- ช่วยให้หายใจได้ทั่วท้อง : เงินสินไหมนี้จะช่วยจ่ายค่าซ่อมแซมที่จำเป็น ทำให้คุณไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่ทั้งหมดมาใช้ทันที และรักษาสภาพคล่องทางการเงินไว้ได้
2. รถยนต์ที่มีประกันน้ำท่วม ได้ซ่อมฟรี หรือได้เงินก้อนใหม่
สำหรับรถยนต์ที่มีประกันภัยที่ครอบคลุมภัยธรรมชาติ (มักเป็นประกันภัยชั้น 1)
- ซ่อมฟรี : หากความเสียหายไม่รุนแรงถึงขั้นเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) บริษัทประกันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด
- ได้เงินก้อนใหม่ : หากรถจมน้ำจนประเมินแล้วว่าค่าซ่อมสูงกว่า 70-80% ของมูลค่ารถ บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้คุณเต็มจำนวนตามทุนประกัน เพื่อให้คุณนำไปซื้อรถคันใหม่ได้ทันที
3. การกลับสู่สภาวะปกติ เงินเก็บไม่หาย มีเวลาตั้งตัว
ผลกระทบทางอ้อมที่สำคัญที่สุดคือการลดความเครียดและแรงกดดัน
- เงินเก็บไม่กระทบ : คุณไม่ต้องนำเงินเก็บฉุกเฉินหรือเงินที่เตรียมไว้สำหรับอนาคตมาใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้แผนการเงินยังดำเนินต่อไปได้
- มีเวลาวางแผน : การมีเงินสำรองจากประกันช่วยให้คุณมีเวลาในการเลือกช่างซ่อมที่ดี วางแผนการฟื้นฟูบ้านอย่างรอบคอบ ไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจภายใต้แรงกดดันทางการเงิน
บทเรียนจากน้ำท่วมทำไมไม่ควรรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยคิดเรื่องประกัน
ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดเกี่ยวกับประกันภัยคือ คุณไม่สามารถซื้อความคุ้มครองได้ในขณะที่บ้านของคุณกำลังถูกน้ำท่วม การตัดสินใจที่ล่าช้าเพียงไม่กี่วัน หรือการคิดว่าน้ำท่วมคงไม่เกิดขึ้นกับเรา คือการเสี่ยงกับหายนะทางการเงินที่อาจประเมินค่าไม่ได้ เมื่อภัยพิบัติมาถึง ประกันภัยจะกลายเป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ หรือไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้ทันท่วงที นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณจึงไม่ควรรอ
1. ประกันภัยปิดรับความเสี่ยงทันทีที่ภัยมาเยือน
เมื่อมีสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติรุนแรง เช่น การพยากรณ์ว่าจะมีพายุใหญ่เข้า หรือระดับน้ำในแม่น้ำเริ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จะประกาศงดรับทำประกัน หรือระงับการออกกรมธรรม์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงนั้นๆ ทันที เหตุผลคือหลักการพื้นฐานของการประกันภัยคือการบริหารความเสี่ยงในอนาคต หากภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงที่แน่นอนแล้ว ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ยังไม่แน่นอน (Uncertain Risk) ดังนั้น การตัดสินใจทำประกันจึงต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงที่สภาวะอากาศเป็นปกติ
2. ค่าเบี้ยประกันที่น้อยนิด เมื่อเทียบกับราคาความสบายใจ
เมื่อเปรียบเทียบค่าเบี้ยประกันภัยความเสียหายจากภัยธรรมชาติ กับมูลค่าความเสียหายจริงที่คนไม่มีประกันต้องแบกรับ ความแตกต่างจะชัดเจนอย่างมาก
โดยเฉลี่ยแล้ว ค่าเบี้ยประกันสำหรับความคุ้มครองภัยธรรมชาติอาจมีมูลค่าเพียงหลักพันบาทต่อปีเท่านั้น ซึ่งเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าซ่อมแซมบ้านที่เสียหายจากน้ำท่วมซึ่งอาจสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้านบาท การลงทุนในประกันจึงไม่ใช่การใช้จ่าย แต่เป็นการโอนย้ายความเสี่ยงที่มีมูลค่าสูงไปยังบริษัทประกันด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก
3. ประกันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือโอกาสฟื้นตัว
บทเรียนสำคัญที่สุดจากน้ำท่วมคือ ประกันภัยไม่ได้ให้แค่เงินชดเชย แต่ให้โอกาสในการเริ่มต้นใหม่และความมั่นคงทางจิตใจ คนที่มีประกันสามารถเริ่มฟื้นฟูได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการกู้ยืมเงินหรือทำลายเงินเก็บที่สร้างมาทั้งชีวิต สามารถมีสมาธิกับการดูแลครอบครัวและการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้รวดเร็วกว่า
ดังนั้น อย่ามองว่าเบี้ยประกันคือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่มองว่ามันคือต้นทุนของความอุ่นใจที่จะช่วยพยุงฐานะทางการเงินและจิตใจของคุณไม่ให้พังทลายลง
สำหรับใครที่เห็นความสำคัญของการป้องกันแล้ว และกำลังมองหาความคุ้มครองที่น่าเชื่อถือ ทิพยประกันภัย เป็นหนึ่งในบริษัทประกันที่พร้อมมอบความอุ่นใจอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ประกันภัยรถยนต์ ที่พร้อมปกป้องทรัพย์สิน และอนาคตทางการเงินของคุณ สอบถามรายละเอียดได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทร. 1736